Wanderlist
Leave a Comment

7 Wonders of the World : ตามรอย 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก!

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก! หลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี สิ่งก่อสร้างที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ ได้ยินเรื่องราวความอลังการมานานตั้งแต่เด็กๆ โตมาเลยขอไปพิสูจน์ของจริงกันสักหน่อย! ป๊ะ ออกไปเที่ยวตามรอย 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกกัน! ;D

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นมีการจัดอันดับเริ่มแรกโดยชาวกรีกโบราณ ซึ่งเลข 7 นี้ มาจากดวงดาวทั้ง 7 ดวงที่เชื่อว่าเป็นดาวบริวารของโลกในสมัยนั้น มีตำนานของเทพเจ้าประจำดวงดาว และยังเป็นที่มาของวันทั้ง 7 ในหนึ่งสัปดาห์

หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดอันดับเพิ่มขึ้นอีก โดยปัจจุบันนี้ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีทั้งหมด 3 ยุค คือ
ยุคโบราณ : พีระมิดกีซา สวนลอยบาบิโลน เทวรูปซูส วิหารอาร์เทอมีส สุสานฮาลิคาร์นัสเซิส เทวรูปโคโลสซูส ประภาคารฟาโรส
ยุคกลาง : โคลอสเซียม สุสานอเล็กซานเดรีย กำแพงเมืองจีน สโตนเฮนจ์ เจดีย์กระเบื้องหนานกิง หอเอนเมืองปิซา ฮาเยียโซเฟีย
ยุคใหม่ : ชีเชนอิตซา กริชตูเรเดงโตร์ กำแพงเมืองจีน มาชูปิกชู เปตรา โคลอสเซียม ทัชมาฮัล

ซึ่งยุคใหม่นี้มีการจัดอันดับมาจากผลโหวตร้อยล้านกว่าคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 7 เดือนกรกฏาคม ปีคศ. 2007 (07/07/07) และเราเลือกไปตามรอย 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่นี้กัน!

 

1. มาชูปิกชู ประเทศเปรู (Machu Picchu)

มาชู ปิกชู เป็นเมืองโบราณของชาวอินคาที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 2,350 เมตร ลึกเข้าไปป่าแถบอเมซอน ซึ่งถูกค้นพบ หลังจากถูกทิ้งร้างไว้หลายร้อยปี จึงทำให้คนรู้จักกันในชื่อของ “เมืองสาบสูญแห่งอาณาจักรอินคา”

มาชูปิกชูแค่สร้างอยู่ในป่าลึกก็ว่ามหัศจรรย์แล้วนะ แต่นี่ยังไปสร้างอยู่บนยอดเขาอีก แล้วสร้างมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ ที่ต้องไปขนขึ้นมาจากแม่น้ำข้างล่าง คือแค่ขนหินก็ยอมแล้วนะ แต่ยังเอาหินใหญ่ๆเหล่านั้นมาตัดสร้างบ้านเมืองกันบนนี้อีก!

ขนหินว่ายากแล้ว ตัดหินนั้นยากกว่า และการเอาหินมาต่อกันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ชาวอินคาก็ก่อสร้างได้โดยไม่ต้องฉาบปูนใดๆ ขนาดหินแต่ละก้อนใหญ่ไม่เท่ากัน แต่ทุกก้อนก็แนบสนิทชิดกัน นอกจากนั้นยังมีการคำนวนเรื่องแสง ในวันสุดท้ายของฤดูร้อนและฤดูหนาวดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางหน้าต่างพอดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมของชาวอินคาโบราณ

มาชูปิกชูมีทั้ง บ้าน ลานกิจกรรม โบสถ์วิหาร หอสังเกตการ์ณ อ่างเก็บน้ำ และยังมีระบบน้ำหมุนเวียน มีการทำนาขั้นบันไดปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย คือเหมือนเมืองระบบปิด ที่ไม่ต้องไปติดต่อกับใครก็อยู่กันรอดบนนี้ได้

อากาศบนนี้เย็นและชื้น มาชูปิกชู ถูกปกคลุมไปด้วยมีเมฆหมอกตลอดเวลา แต่พอลมพัดพาเอาเมฆหมอกผ่านภูเขาลูกนี้ไป ฟ้าเปิดแดดส่องเห็นเมืองนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ หายสงสัยทันทีว่าทำไมถึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์  ;)

 

2. เพตรา ประเทศจอร์แดน (Petra)

เพตรา นครศิลาสีชมพู หรือนครสีกุหลาบนี้ ถูกสร้างโดยชาวบานาเทียน ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนกลางทะเลทรายอาหรับ เคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมในเขตตะวันออกกลาง และจากเส้นทางค้าขายกับอาณาจักรต่างๆ ได้สร้างความร่ำรวย จนได้กลายมาเป็นนครเพตราขึ้นมา

แม้จะรุ่งเรืองในสมัยก่อน แต่เมืองนี้ก็ได้ถูกลืมหายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งมีนักล่าสมบัติมาค้นพบเข้า จึงทำให้เพตรากลับมาเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว

เพตรานั้นใหญ่โตกว่าที่คิดไว้มาก เดินเที่ยววันเดียวไม่ครบแน่ๆ ข้างในมีรถม้าและลาให้บริการนะ สำหรับคนที่ขี้เกียจเดิน ระหว่างทางมีทั้งที่โล่งๆกลางแจ้ง หุบเขา ร่องเข้า อย่างในรูปนี้เป็นช่องทางขนาบด้วยผาหิน ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลก และถูกการกัดเซาะเมื่อหลายล้านปีก่อน

ไม่ว่าจะ วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ทุกอย่างในเพตรา เกิดจากขุดเจาะเข้าไปในภูเขาหิน ซึ่งวิหารในรูปนี้ เกิดจากการแกะสลักเข้าไปภูเขาทั้งลูก ตั้งแต่พื้นไปจนถึงยอดเขา  นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการ และฝีมือในการสลักหินแล้ว เพตรายามสะท้อนแสงแดดจะมีสีสันสวยงาม กลายเป็นสีชมพูไปหมด และนี่เลยเป็นที่มาของ เพตราเมืองสีกุหลาบ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ;)

 

3. ชีเชนอิทซา ประเทศเม็กซิโก (Chichén Itzá)

ชิเชนอิทซา เมืองโบราณของชนเผ่ามายา เต็มไปด้วยพีระมิด วิหาร พระราชวัง สนามบอล ตลาด เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว แต่กลับเพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ เพราะเมืองนี้ส่วนใหญ่มันถูกฝังอยู่ใต้ดิน และล้อมรอบไปด้วยป่ารก แม้ว่าปัจจุบันนักโบราณคดีก็ยังคงขุดหากันอยู่ตลอด แต่ก็ยังเจอวิหารและพีระมิดใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ เพราะยังมีอีกเยอะถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น

ชาวมายา มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าจะศิลปะ สถาปัตยกรรม อักษรศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมถึงดาราศาสตร์ ซึ่งปฏิทินของชาวมายาเนี่ยแหละ ที่ทำให้ชาวโลกโกลาหลกัน เพราะปฏิทินนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2012 หลายคนตีความกันไปเองว่า เป็นวันสิ้นสุดของโลก จะเกิดภัยพิบัติ ทำให้โลกแตกต่างๆนานา (แต่โลกก็ไม่แตกนะ)

พีระมิดแต่ละด้านมีบันไดขึ้นไปถึงยอด ซึ่งรวมทั้งหมดมี 365 ขั้น เท่ากับจำนวนวันในหนึ่งปี และในทุกๆปี จะมีวันที่แสงอาทิตย์ตกกระทบเกิดเป็นเงาทอดลง เป็นรูปตัวงูเลื้อยลงมาจากยอด เปรียบว่าเทพเจ้างูลงมาเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ (เทพเจ้าที่ชาวมายานับถือ เป็นงูที่มีเกล็ดเป็นขนนก)

นอกจากนั้นแล้ว ถ้ายืนปรบมือจากข้างล่าง จะได้ยินเสียงสะท้อนจากพีระมิดที่เหมือนเสียงนกร้อง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร ไกด์บอกว่าบนยอดพีระมิดวิวสวยมาก แต่ปัจจุบันไม่อนุญาติให้ขึ้นไปแล้วไม่รู้ทำไม ถึงจะขึ้นไม่ได้แต่ก็นับว่า มหัศจรรย์อยู่ดีนะ ;)

 

4. กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน (Great Wall of China)

กำแพงเมืองจีน กำแพงที่สร้างขึ้นมากั้นเมืองตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ใหญ่และยาวมากๆ ยาวกว่า 8,800 กิโล หรือกว่า 17,600 ลี้ หรือเลยเป็นที่มาของชื่อเรียกอีกชื่อว่า “กำแพงหมื่นลี้”

การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนั้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือ ซึ่งกว่าจะสร้างได้ยาวขนาดนี้ใช้เวลาเกือบสองพันปี ใช้แรงงานจากคนนับล้านคน และก็มีผู้สังเวยชีวิตให้กับกำแพงนี้ไปนับหมื่นคนเช่นกัน

กำแพงเมืองจีนไม่ได้ถูกสร้างมายาวตลอดตั้งแต่แรก อย่างที่เราเคยเข้าใจ แต่มันค่อยๆถูกสร้างมาเชื่อมกัน มีการเปรียบเทียบว่าความยาวหนึ่งฟุตของมันคือชีวิตของคนหนึ่งคนที่ต้องเสียไปขณะก่อสร้าง และน่าเสียดายที่กำแพงเมืองจีนมีแต่จะทรุดโทรมขึ้นทุกๆวัน ชาวจีนบางคนถึงกับเอาอิฐไปใช้ก่อสร้างบ้านตัวเอง!

กำแพงเมืองจีนนั้นอาจจะไม่ได้วิจิตรการตา สวยงาม หรูหรา ดูธรรมดาๆด้วยซ้ำ แต่เรากลับรู้สึกว่ากำแพงเมืองจีนนั้นยิ่งใหญ่ และโดดเด่นออกมาจากสิ่งก่อสร้างอื่นๆบนโลก เราว่าแค่ความยาวของกำแพงเมืองก็มหัศจรรย์แล้วนะ ;)

 

5. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี (Colosseum)

โคลอสเซียม เป็นสนามกลางแจ้งขนาดใหญ่ในกรุงโรม ถูกสร้างขึ้นในยุคโรมัน นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ทำมาจากหินทรายและอิฐ มีอัฒจรรย์ที่นั่ง จุคนได้มากกว่า 50,000 คน มีระบบระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนาม ซึ่งโคลอสเซียมนี้แหละ ที่เป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน

โคลอสเซียมนอกจากเป็นสนามกีฬา ใช้จัดการแสดงต่างๆเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังมีห้องสำหรับขังนักโทษ ทาสในสมัยนั้น รวมถึงสัตว์ดุร้ายอย่าง สิงโต เสือ และที่นี่มีการประลองโดยให้ทาสสู้กันเอง และยังให้นักโทษสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ทุกปีจะมีคนตายที่นี่เป็นร้อยๆคน

ภายหลังจากนั้นโคลอสเซียมได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านโทษประหารชีวิต ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่มีมาของของโคลอสเซียมนั้น ทำให้โคลอสเซียมถูกจัดอยู่ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกทั้งยุคกลางและยุคใหม่

 

6. ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย (Taj Mahal)

ทัชมาฮาล สถาปัตยกรรมหินอ่อน ที่เค้าว่ากันว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดในโลก ซึ่งที่นี่เป็นสุสานฝังศพของพระนางมุมทัซ มาฮาล เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ ทำให้พระเจ้าชาห์ชะฮันเศร้าโศกเสียใจมาก จึงได้สร้างสุสานหินอ่อนที่ใหญ่โตที่สุดในโลก เพื่อฝังศพพระนางขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา

ทัชมาฮาลสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวล โดยมีสถาปนิก ช่างเขียนลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างแกะสลัก รวมกว่า 20,000 คน และค่าก่อสร้างทั้งหมดมีมูลค่ากว่า หนึ่งพันล้านบาท

แม้อากาศอินเดียจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อสิ่งก่อสร้างแห่งความรักนี้เท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยฝุ่นและมลพิษ หินอ่อนที่นั่นก็เหลืองขึ้นทุกปีๆ ได้ข่าวว่าจะมีการปิดปรับปรุง ยังไงทัชมาฮาลก็คงกลับมาสวยเหมือนเดิมแหละนะ  :’)

 

7. อูกริชตูเรเดงโตร์ ประเทศบราซิล (Christ Redeemer)

สิ่งมหัศจรรย์สุดท้าย คือรูปปั้นพระเยซูคริสต์ที่โปรดให้พ้นบาป ซึ่งรูปปั้นนี่ตั้งอยู่บนภูเขาในเมืองริโอเดอจาเนโร ซึ่งต่อมารูปปั้นพระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้

ส่วนตัวเราไม่รู้สึกว่ารูปปั้นนี้มหัศจรรย์กว่ารูปปั้นที่อื่นแต่อย่างใด นอกจากรูปปั้นบนเขา สิ่งดีๆของที่นี่เพียงอย่างเดียวที่เห็น คงเป็นเพราะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบของเมืองนี้ เห็นภูเขา Sugar Loaf เห็นเมืองและชายหาดของที่นี่ ซึ่งสวยไม่เบาเลยนะ ;)

 


 

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่นี้กระจายอยู่ใน 5 ทวีปทั่วโลก เหมือนจะไปยากแต่จริงๆแล้วไปง่ายมากๆสำหรับใครที่อยากจะไปบ้าง เราสรุปวิธีการเดินทางไปแต่ละที่มาให้สั้นๆ ดังนี้

1. มาชูปิกชู ประเทศเปรู (Machu Picchu)
นั่งเครื่องบินไปลงคุชโค จากคุชโคสามารถนั่งรถไฟไปมาชูปิกชูได้เลย 3 ชั่วโมงกว่า ไป-กลับ 600 soles แต่ถ้าใครอยากประหยัดให้นั่งรถตู้ไปลงทางเข้า 40 soles แล้วเดินต่อนานหน่อยครึ่งวัน จากนั้นซื้อตั๋วเข้ามาชูปิกชู 126 soles แล้วนั่งรถบัส 25 soles ขึ้นเขาไปอีก 15 นาทีก็ถึง

2. เพตรา ประเทศจอร์แดน (Petra)
นั่งเครื่องบินไปลงอัมมาน นั่งรถแอร์พอร์ต 3.25 JD ไปลงสถานีรถบัสเพื่อต่อรถไปเพตรา ราคา 8 JD ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง พอถึงจ่ายค่าเข้าเพตรา วันเดียวราคา 90 JD แต่ถ้าพักที่เพตราด้วยจะเสียค่าเข้า 1วัน 50 JD, 2 วัน 55 JD และ 3 วันขึ้นไป 60 JD

3. ชีเชนอิตซา ประเทศเม็กซิโก (Chichén Itzá)
นั่งเครื่องบินไปลงCancun จากนั้นนั่งรถเข้าเมือง 60 เปโซ ไปสถานีรถบัสเพื่อต่อรถไป Chichen Itza รถมีวันละรอบตอนเช้า ค่ารถ 240 เปโซ ประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงแล้วจ่ายค่าเข้าอีก 200 เปโซ

4. กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน (Great Wall)
นั่งเครื่องบินไปลงปักกิ่ง จากปักกิ่งจะไปกำแพงเมืองจีนได้ 4 ด่าน ด่านที่ยอดนิยมที่สุดคือ Badaling เพราะไปง่ายสุด โดยนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Jishuitan จากนั้นต่อรถบัสสาย 919 หรือ 877 ค่ารถคนละ 12 หยวน ไปถึงก็จ่ายค่าขึ้นกำแพงเมืองจีน 45 หยวน

5. ทัชมาฮัล ประเทศอินเดีย (Taj Mahal)
นั่งเครื่องบินไปลงเดลี จากเดลีนั่งรถไฟไปลงสถานีรถไฟ Agra Cant ราคา 300 รูปี ประมาณ 2-3 ชั่วโมง (หรืออาจจะเลทกว่านี้) จากนั้นนั่งแทกซี่ไปต่ออีกนิดนึง 150 รูปี พอถึงจ่ายค่าเข้าทัชมาฮาล 500 รูปี

6. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี (Colosseum)
นั่งเครื่องบินไปลงโรม จากนั้นนั่ง Leonardo express เข้าเมืองราคา 14 ยูโร จากนั้นนั่งรถไฟไปสถานี Colosseo แนะนำให้ซื้อซื้อ Roma Pass ราคา 28 ยูโร ใช้เข้าโคลอสเซียมได้เลยโดยไม่ต้องต่อแถว รวมค่ารถไฟใต้ดินรถเมล์ ภายใน 48 ชม.

7. อูกริชตูเรเดงโตร์ ประเทศบราซิล (Christ Redeemer)
นั่งเครื่องบินไปลงริโอเดอจาเนโร จากนั้นนั่งรถบัสเข้าเมืองราคา 8 Real ไปต่อรถตู้ที่ลาน Largo do Machado เพื่อขึ้นเขา ค่ารถไป-กลับ 39 Real (หรือจะนั่งรถไฟไปก็ได้ 50 real) ไปถึงจ่ายค่าเข้าอีก 13 Real

ไปง่ายใช่มั้ยละ หรือถ้าจะให้ง่ายกว่านี้ก็ซื้อเดย์ทริปไปกับทัวร์เลย 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใครๆก็ไป ทำให้ค่าทัวร์ไม่ได้แพงกว่ากันสักเท่าไหร่!

นอกจากนี้แล้ว เรายังสรุปวันเวลาและค่าใช้จ่ายมาให้เช่นเคย คือ รวมทุกอย่างตั้งแต่ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถ ค่ากิน ค่าที่พัก กำเงินไปเท่านี้ก็ไปถึง 7 สิ่งมหัศจรรย์ได้เลย!

เอ้า ใครอยากไปไหน ลองดูไว้เป็นไกด์ไลน์ละกันนะ ;D

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s